10ยอดกุนซือรับค่าเหนื่อยแพงสุดในโลก

           หลังจากที่ได้มีเปิดเผยค่าเหนื่อยของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะซุปตาร์ของ เรอัล มาดริด ออกมาเป็นที่เรียบร้อยหลังเขากลายเป็นแข้งที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดในโลกถึงปีละ 45 ล้านปอนด์  คราวนี้ ทีมงานSBOBET

           จะขอมาพูดถึงผู้จัดการทีม ซึ่งน่าจะเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดของสโมสรฟุตบอลอาชีพในยุคนี้ เนื่องจากเป็นผู้ที่คอยชี้นำนักเตะและบันดาลความสำเร็จมาสู่ทีม ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องเป็นคนที่คอยแบกความรับผิดชอบและแรงกดดันต่างๆที่ถาโถมเข้ามา ด้วยภาระหน้าที่ที่หนักหนาสากรรจ์ขนาดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ค่าเหนื่อยของบรรดากุนซือชื่อดังทั้งหลายจะสูงลิบลิ่วตามไปด้วย

และนี่คือ 10 กุนซือที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดในโลกที่ ทีมงานSBOBET นำมาฝาก

อูไน เอเมรี่ (ปารีส แซงต์ แชร์กแมง) 5.65 ล้านปอนด์ / ปี

หลังจากพา เซบีย่า ประกาศศักดาคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก ได้ถึง 3 สมัยซ้อน กุนซือฝีมือฉมังชาวสเปน ก็ตัดสินใจออกไปหาความท้าทายในการคุมทีมนอกประเทศอีกครั้งกับ ทีมเจ้าบุญทุ่มแห่งเมืองน้ำหอม โดยตกลงเซ็นต์สัญญาเบื้องต้น 2 ปีบวกด้วยออปชั่นเพิ่มเติมอีกหนึ่งปีในการเข้ามากุมบังเหียนทีมแทนที่ โลร็องต์ บล็องก์ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปัจจุบัน ยอดทีมจากปารีส อยู่ในอันดับ 3 โดยมีแต้มเท่ากับ โมนาโก ทีมรอง และตามหลัง นีซ ทีมจ่าฝูงอยู่ 3 คะแนน

โรนัลด์ คูมัน (เอฟเวอร์ตัน) 6 ล้านปอนด์ / ปี

นับเป็นสโมสรที่ 9 สำหรับการผันตัวเองมารับงานคุมทีมของ อดีตปราการหลังพลังช้างถีบ โดยหลังจากที่เขาทำผลงานไว้กับ เซาแธมป์ตัน ได้อย่างโดดเด่นตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้บอร์ดบริหารของ ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน ตัดสินใจดึงตัว เฮดโค้ชชาวดัตช์ เข้ามายังถิ่น เมอร์ซี่ย์ไซด์ ด้วยสัญญา 3 ปีเพื่อมาแทนที่ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ที่พึ่งถูกปลดออกไปและขยับไปทำหน้าที่ผจก.ทีมชาติ เบลเยี่ยม ปัจจุบัน เอฟเวอร์ตัน อยู่ในอันดับ 7 ของตารางคะแนนและยังไม่เคยแพ้ใครในบ้าน

อันโตนิโอ คอนเต้ (เชลซี) 6.5 ล้านปอนด์ / ปี

อดีตมิดฟิลด์ร้อยแรงม้าชาวอิตาเลียน เริ่มต้นสร้างชื่อในระดับยุโรปหลังจากที่หวนกลับมายังถิ่นเก่าในฐานะผู้จัดการทีม และช่วยพา เบียงโคเนรี่ คว้าแชมป์ เซเรีย อา 3 ปีซ้อนก่อนจะขยับขึ้นไปรับงานคุมทัพอัซซูรี่ จนกระทั่งมีโอกาสได้เข้ามาเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นกุนซือชื่อดังของ ‘เสี่ยหมี’ โรมัน อบราโมวิช ด้วยสัญญา 3 ปีในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยล่าสุด เดอะ บลูส์ รั้งอยู่ในตำแหน่งรองจ่าฝูงและมีแต้มตามหลัง ลิเวอร์พูล อยู่เพียงคะแนนเดียว

เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล) 7 ล้านปอนด์ / ปี

‘เดอะ นอร์มอล วัน’ ผู้เป็นขวัญใจของสาวก เดอะ ค็อป ในเวลานี้ ตกลงย้ายเข้ามาทำหน้าที่แทน เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ถูกปลดกลางอากาศไปเมื่อช่วงตุลาคมปีที่แล้ว โดยสิ่งที่ทำให้แฟนๆรู้สึกปลาบปลื้มสุดๆในเวลานี้นอกจากแท็คติกเพรซซิ่งและเกมส์บุกอันแสนเร้าใจในสนาม ก็ยังมีเรื่องการจัดการค่าใช้จ่ายที่ช่วยทำให้งบดุลโดยรวมของทีมยังเป็นตัวเลขสีเขียว พร้อมกับการดึงศักยภาพนักเตะภายในทีมให้เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน

หลุยส์ เอ็นริเก้ (บาร์เซโลน่า) 7.2 ล้านปอนด์ / ปี

อดีตนักเตะดาวดังของสโมสร ก้าวเข้ามาคุมทีมท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาในช่วงแรก ก่อนที่เขาจะโชว์ฝีมือด้วยการพา เจ้าบุญทุ่ม ก้าวขึ้นไปคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่ฤดูกาลแรก และยังเป็นผู้ให้กำเนิดยอดหัวหอกสามประสาน MSN อันเกรียงไกรแห่งยุคที่ประกอบไปด้วย ลีโอเนล เมสซี่, หลุยส์ ซัวเรซ และ เนย์มาร์ ที่ไม่ว่ากองหลังทีมคู่แข่งใดๆในโลกก็ต้องขวัญผวา เรียกว่าค่าแรงต่อปีของ กุนซือวัย 46 ปี เป็นอะไรที่คุ้มค่าสำหรับบอร์ดบริหารเป็นอย่างยิ่ง

ซีเนดีน ซีดาน (รีล มาดริด) 8 ล้านปอนด์ / ปี

ดาวเตะผู้เป็นตำนานของทีมตราไก่ ก้าวขึ้นมากุมบังเหียน ราชันชุดขาว ได้อย่างสง่างามแทนที่ ราฟาเอล เบนิเตซ ที่ถูกปลดออกไปเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา พร้อมกับสร้างผลงานพาทีมครองบัลลังก์จ้าวยุโรปได้สำเร็จและพยายามนำลูกทีมต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งแชมป์ในประเทศกับ บาร์เซโลน่า คู่ปรับตลอดกาลได้จนถึงโค้งสุดท้าย นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของบรรดาผู้บริหารของทีมที่เลือกให้โอกาส สตาร์เฟร้นช์แมน ที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์การคุมทีมในระดับเยาวชนกับสโมสรมาก่อนให้มีโอกาสขยับขึ้นมาแสดงฝีมืออย่างเต็มตัว

อาร์แซน เวนเกอร์ (อาร์เซนอล) 8.3 ล้านปอนด์

กุนซือผู้มากประสบการณ์ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ครองตำแหน่งผู้จัดการทีมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับสโมสรหนึ่งๆในระดับ พรีเมียร์ลีก ที่ยาวนานที่สุดในปัจจุบัน รวมเวลาทั้งหมดแล้วก็ร่วม 20 ปีที่ ผู้จัดการทีมวัย 67 ปี อยู่ก่อร่างสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับ เดอะ กันเนอร์ส และช่วยพาทีมรักษาระดับบินสูงรวมถึงดูแลเรื่องงบดุลค่าใช้จ่ายได้ดีตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้จะเริ่มมีการพูดถึงเรื่องราวการวางมือของเขาบ่อยครั้งขึ้นมาในระยะหลังๆก็ตาม

คาร์โล อันเชล็อตติ (บาเยิร์น มิวนิค) 9 ล้านปอนด์

อีกหนึ่งกุนซือยอดฝีมือ ที่รับประกันความสำเร็จเอาไว้มากมายจากผลงานที่ผ่านมา ในการกวาดแชมป์ภายในประเทศจากลีกใหญ่ของยุโรป 3 ประเทศ และการได้ชูถ้วยถ้วย บิ๊กเอียร์ มาแล้วอีก 2 ครั้งกับ 2 สโมสร จึงน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ทีมเสือใต้ ตัดสินใจดึงตัว เฮดโค้ชชาวอิตาเลียนวัย 57 ปี เข้ามาด้วยสัญญา 3 ปีเพื่อสานงานต่อจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่จากทีมไปค้นหาความท้าทายใหม่ๆใน พรีเมียร์ลีก

โชเซ่ มูรินโญ่ (แมนฯ ยูไนเต็ด) 13.8 ล้านปอนด์ / ปี

หลังจากฤดูกาลอันแห้งเหี่ยวของ ปีศาจแดง ที่ผ่านพ้นไปในปีที่ผ่านมา ซึ่งถึงแม้จะมีรางวัลปลอบใจจาก ถ้วยแชมป์ เอฟเอ คัพ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอสำหรับสโมสรที่มีเกียรติประวัติอันยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ จึงทำให้พวกเขาพยายามดิ้นรนที่จะทวงคืนความสำเร็จด้วยการเลือกจะฝากฝังอนาคตของทีมไว้กับ ‘เดอะ สเปเชี่ยล วัน’ ถึงแม้ว่าฟอร์มของ ยูไนเต็ด อาจจะยังดูลุ่มๆดอนๆในเวลานี้ แต่หลายๆฝ่ายก็ยังคงคาดหวังที่จะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จาก ยอดกุนซือฝีปากกล้าชาวโปรตุเกส

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (แมนฯ ซิตี้) 15 ล้านปอนด์ / ปี

ในที่สุด ทีมมหาเศรษฐีแห่งเกาะอังกฤษ ก็ได้ผู้จัดการทีมที่คู่ควรกับพวกเขา กับบุรุษผู้มีนามอุโฆษที่เคยฝากผลงานไว้เป็นที่รู้จักกันทั่วทุกหย่อมหญ้าในวงการลูกหนังมาแล้ว นอกจากเกียรติยศจากถ้วยรางวัลที่ ยอดกุนซือชาวสเปน เคยสั่งสมมาแล้ว เขายังขึ้นชื่อในเรื่องการดึงศักยภาพออกมาจากตัวนักเตะ รวมถึงแท็คติกในการเล่นที่บรรดาทีมคู่แข่งยากที่จะต่อกรด้วย นอกจากนี้ด้วยชื่อเสียงที่มีในตัวเขายังเป็นเรื่องง่ายสำหรับการชักจูงแข้งระดับซูเปอร์สตาร์ที่จะเดินเข้ามาร่วมทีม